Login Bookmark and Share
  หน้าหลัก รถใหม่ รายการวิทยุ ปัญหารถยนต์ โรงรถ แนะนำอู่ คาร์ออนไลน์
 
 ทดลองขับ Mercedes-Benz E200 NGT : NGV แท้ๆจากโรงงาน รุ่นแรกในไทย!...By: J!MMY
 เมื่อ: 7/25/2008 8:06:48 AM ปรับปรุงล่าสุด: 7/25/2008 8:06:48 AM

Rate:
         Ratings 4
Average: 4444
Views: 23897

หน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ... จากทั้งหมด All(14)



หลายคนคงสงสัย ว่าทำไมผมถึงดองบทความรีวิว E200NGT เอาไว้นานมากเยี่ยงนี้?
ทั้งที่พอจะทราบว่าน่าจะมีคนรอติดตามอ่านกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

อย่างที่ได้เคยบอกเอาไว้เมื่อครั้ง รีวิว วอลโว S80
ว่า ตอนแรก ก็ตั้งใจจะลุยให้จบในช่วงปีใหม่

แต่ดูไปดูมา กระแสร้องเรียกหารถใช้ก๊าซ จะ LPG หรือ CNG ก็ตาม
ในตอนนั้นยังไม่รุนแรงเท่าตอนนี้
ว่าง่ายๆ ตามภาษาวัยรุ่นคือ "มันยังไม่ Peak !"

แถมระหว่างนั้น มกราคม-มีนาคม เป็นช่วงที่ผมกำลังง่วนกับ
งานนวนิยายความรักของคนคู่หนึ่ง ซึ่งเดิม มีกำหนดคลอดใน
สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ในช่วงเดียวกับ บางกอกมอเตอร์โชว์ที่ไบเทค
พอมาถึงจุดที่มันถูกพักโครงการกลางคัน ก็ทำให้เกิดอาการหมดแรงบันดาลใจ
พาลพาโลโฉเก ให้งานรีวิวรถ ถูกพักยาวไปหลายคัน และนั่นคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้
E200NGT โดนดองมานานกว่าที่ควรจะเป็น

แต่อีกสาเหตุหนึ่งนั้น ผมเองก็ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีๆ ไม่ให้พลาดผิดตกหล่น
ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเป็นประจำ ยิ่งสำหรับ E200NGT นั้น เป็นรถใช้ก๊าซ
ซึ่งที่ผ่านมา ผมเองก็ต้องศึกษาเรื่องการใช้ก๊าซในรถยนต์มาบ้าง
แต่จะให้ถึงกับเชี่ยวชาญเป็นกูรู หรือกูรู้ เหมือนกับผู้คนอื่นๆทั่วไปเขา ก็หาใช่เรื่องไม่
เพราะในเมื่อทิศทางของโลกพลังงานในเวทีสากล เขาไม่ได้มุ่งไปในแนวทางของก๊าซ
เป็นหมายเลข 1 แต่อย่างใด แต่เขากลังมองไปที่ ไฮโดรเจน พลังงานลม และพลังงานน้ำกันอยู่
ส่วนรูปแบบการขับเคลื่อน ก็มีให้เลือกกันมากมาย ทั้งแบบ ICE (Internal Combustion Engine)
หรือเครื่องยนต์สันดาปแบบบ้านๆ จนถึง เครื่องยนต์พ่วงมอเตอร์ไฟฟ้า ในระบบไฮบริด
และเลยเถิดไปถึงการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียว และเรียกกระแสไฟจาก Fuel Cell

บางที ก็ศึกษานานไปหน่อย...แหะๆ

และสาเหตุสุดท้าย ก็คือ การจะเลือกเอารถคันไหนขึ้นรีวิวนั้น บางที นั่งคิดแล้วคิดอีก
ดูสถานการณ์ต่างๆ หากเป็นรถบางรุ่น ที่เตรียมการไม่นาน เมื่อส่งรถคืนปุ๊บ
ก็สามารถยกรีวิวอัพโหลดขึ้นได้เลย หรือไม่ก็อีกไม่กี่วันหลังจากนั้น

แต่กับ E200NGT นั้น ผมรอให้ Peak และสุกงอมเต็มที่ แล้วจึงปล่อยออกมา
ในจังหวะที่ พอดีๆ กับกระแสเรียกร้องว่าอยากอ่าน

ทั้งหมดนั้น ไม่ว่าคุณจะมองว่ามันเป็นข้อแก้ตัว หรืออะไรก็ตาม

มานั่งคิดดู ตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่แล้ว จนถึงปลายเดือนกรกฎาคมปีนี้
นี่ผมดองรีวิวนี้ นานขนาดนี้เชียวหรือเนี่ย
แล้วก็สีหน้าเริ่มสำนึกผิดอยู่ในที....ก็เริ่มปรากฎขึ้น





แต่สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างจะดีใจก็คือ

สำหรับรีวิวครั้งนี้ ผมมีความยินดีที่จะกระซิบให้คุณผู้อ่านได้ทราบว่า...

"ผมไม่เป็นผู้ด้อยโอกาสทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ แล้ว!!"

(เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)

ในที่สุด ด้วยความอนุเคราะห์ จากฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร
ของ เดมเลอร์ไครส์...อุ๊บส์..เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไทยแลนด์
บริษัทในเครือ เดมเลอร์ อาเก้ เยอรมัน (ชื่อใหม่หลังการปลดปล่อย
ไครส์เลอร์ออกไปจนพ้นตัว)
และเอเจนซี คู่ใจอย่าง Lowe (โลว์ หรือ ลินตาส สมัยก่อน นั่นเอง)
ก็นำพาให้โชคชะตา พาผมมาพบกับ "ดวงดาว" ซะที

และการ จั่วหัวไว้แบบนี้ ผมพูดไม่ผิดหรอกครับ
และก็ไม่ได้ยกยอปอปั้นเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อเป็นรีวิวประเดิมของรถยี่ห้อนี้เสียด้วย
เพราะยังไงๆ เราก็ยังคงต้องพูดจากันตามที่รถมันเป็นจริงอยู่ดีนั่นละ

ก็เป็นความจริงนี่นา ที่ว่า ณ วันที่รีวิวนี้ถูกเผยแพร่
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นผู้ผลิตรถยนต์ เพียงหนึ่งเดียวในเมืองไทย
ที่ติดตั้งระบบก๊าซ CNG ให้กับรถยนต์ของตน จากโรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์
"มาตั้งแต่อยู่ในสายการผลิต"

มิได้ไปใช้วิธี ผลิตตัวรถสำเร็จรูป แล้วค่อยส่งไปให้อู่ติดตั้ง
ซึ่งตนไปดูงาน และไปยืนยันรับรอง รับประกันให้เขา
อย่างที่เชฟโรเลต ฮุนได กับ มิตซูบิชิ กำลังทำอยู่

แม้ว่า รถคันนี้ จะไม่ใช่เมอร์เซเดส-เบนซ์ คันแรกที่ผมเคยขับ และเคยนั่งมาในชีวิต
เพราะก่อนหน้า ก็เคยขับ W126 มาคันนึงรู้สึกว่าจะเป็น 380 SEL
W124 อีก 3 คัน เป็น 280E E200 และ E220
W202 อีก 3 คัน ทั้ง C180 และ C220
อันที่จริง ก็คุ้นเคยกับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ มาบ้างนิดๆหน่อยๆ

แต่อย่างไรก็ตาม...
สารภาพกันตรงๆเลยว่า

กับการยืมรถจากทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นครั้งแรกในชีวิตนั้น

ผม "เกร็งครับ" !
ไม่ใช่เกร็งเพราะใครหรืออะไรอื่นใดหรอก
แต่เกร็ง เพราะความเป็นดาวอันสูงส่งของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยตัวของรถเองนั่นละ

แม้ว่า พี่ๆ ฝ่ายพีอาร์ ผู้ออกมาดูแลต้อนรับขับสู้ผมเป็นอย่างดีนั้น
จะทำให้ผมหายเกร็งไปได้เยอะเลยทีเดียว ก็ตาม
ด้วยมุขตลกที่ผมว่า...ถ้ารับจ๊อบเล่นละครทีวี น่าจะเวิร์กมากๆ!

แต่ทันทีที่ พี่เค้า เดินจากไป..ผม "โคตรเกร็งเลยครับ"......

เกร็งตั้งแต่ความพยายามในการพาเจ้า E200 NGT คันนี้
ออกมาจากตึกรัจนากร อันเป็นสำนักงานใหญ่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นั่นละ
ตอนลงจากที่จอดรถของตึก ก็ เลี้ยวไปคิดไปว่า...

"เอ้า อึ๊บๆ ค่อยๆ นะลูก ค่อยๆ อย่างนั้นและลูก ดีมาก ฟิ้ว รอดไปอีกชั้นนึง
เหลืออีกกี่ชั้นวะเนี่ย...หา ตั้ง 4 ชั้นเลยเหรอ!? เอาวะ เดี๋ยวก็รอดแล้ว
อ่ะ ค่อยๆ อ้าว เฮ้ย ไอ้ วี คลาส คันนั้น มันจะโผล่พรวดมาทำไมตอนนี้!
ป้าดธ่อ ฮือๆๆๆ เสียวซะไม่มีอะ"

พอลงจากตึกได้ ก็ต้องเลี้ยวซ้าย เพื่อไปเลี้ยวกลับที่ ปากซอย ประมวล
ซึ่งอันที่จริง มันเป็นเส้นทางที่ผม สุดแสนจะคุ้นเคย เพราะเป็นเส้นทางที่ผมเคยใช้เดินทาง
มาตลอด 12 ปี ที่เรียนอยู่ ณ โรงเรียน กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย อันตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
ก็หน้าปากซอยประมวลนั่นเอง

แต่ แม้เส้นทางจะคุ้น หากว่า รถที่คุณขับ มันยังไม่คุ้น
อะไรๆก็ดูจะประดักประเดิดไปเสียหมด

"เอาแล้วไง งานเข้าแล้วตู กรูจะชนไหมว้า มอเตอร์ไซค์จะมาเกี่ยวกระจกมองข้างไหมเนี่ย
อ้าว เฮ้ยๆๆ ระวังๆๆ ไอ้นี่ เดี๋ยวปั๊ดเหนี่ยวเลย แทรกเข้ามาไม่ดูตาม้าตาเรือเลย
เอ้า ไอ้ปุ่มนี่ก็ใช้งานยังไงวะเนี่ย โอยยย ฮือๆๆๆ พ่อแก้วแม่แก้วจ๋า ช่วยก้านกล้วยด้วยยยยยยยยย!"

แต่...พอรถเคลื่อนตัวมาจนถึง สี่แยก พระราม 4 ผมก็เริ่มพบว่า...

"เออ แหะ มันก็ไม่ได้ยากเย็นวุ่นวายอย่างที่คิดไว้ตอนแรกนี่หว่า จริงๆแล้วรถมันก็ขับง่ายนั่นแหละ
เราตื่นกลัวไปเองหรือเปล่าเนี่ย ฮ่าๆๆๆ.........."

และ...ยังไม่ทันที่เสียงหัวเราะให้ความขี้ขลาดของตนเองข้างบนจะผ่านพ้นไปจากความคิดดีนัก

"ย๊ากกกกๆๆๆ ไอ้พิซซ่า พลีชีพ!! แก๊ๆๆๆๆ มาปาดหน้าชั้นทำไมฟะ ชั้นจะเลี้ยวซ้าย
แกก็มุดปาดขวาออกมาเลย...โธ่เว้ยยยย ไอ้หน้าขนมปังกระเทียม! !@#$%^&...."

ไม่ใช่อะไรหรอกครับ หลักๆที่ผมกลัวหนะ ก็กลัวว่ารถเค้าเป็นรอยหนะสิ ฮือๆๆๆๆๆๆ

แต่หลังจากนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ระหว่างที่ผมกำลังทดลองอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
อยู่กับตาหลุยส์ เจ้าของร้านเป็ดย่างแมนดาริน ซอยทองหล่อ ที่มักมาช่วยผมทดลองรถ
อยู่เป็นประจำ ในช่วงยามบ่ายวันเดียวกัน หรืออีกราวๆ 1 ชั่วโมงต่อมา

ผมก็เข้าใจแล้วละว่า ทำไม ผู้คนจำนวนมากถึงเลือกเมอร์เซเดส-เบนซ์กัน

ก็เพราะว่ามันขับสบาย และรื่นรมณ์ในระดับกำลังดีหนะสิ!

แล้วมันรื่นรมณ์อย่างไรกันละ?

ผมจะพาคุณไปหาคำตอบพร้อมๆกัน...





ไม่ต้องบอกก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า
อี-คลาส ถือเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์
เพราะเป็นรถยนต์รุ่นที่ทำรายได้หลักให้กับบริษัท
มาตลอดกว่า 55 ปีที่ผ่านมา

ถ้าจะให้เขียนประวัติของ อี-คลาส กันจริงๆ
คาดว่า คงจะเหนื่อยสายตาเหลือเกินไป ทั้งคนเขียน และคนอ่าน
และยังมีโอกาสอีกมากที่จะเขียนเล่าถึงเรื่องราว
ประวัติศาสตร์ ของ อี-คลาส กันอย่างละเอียดๆ เมื่อถึงวันที่
เจเนอเรชันต่อไปของ อี-คลาส จะเผยโฉมสู่ตลาดบ้านเรา
ประมาณ ปี 2009-2010

แต่ต่อไปนี้ คือ ข้อมูลคร่าวๆ ที่คุณควรจะรู้เอาไว้
เกี่ยวกับช่วงเวลาที่อี-คลาส แต่ละรุ่น อยู่ในตลาด

"นับตั้งแต่ วันแรกที่สื่อมวลชนเห็นคันจริง ไปจนถึง
เดือนสุดท้ายที่สายการผลิตของรถรุ่นเอสเตท
ซึ่งมักเป็นรุ่นสุดท้ายที่จะเลิกผลิตเสมอ จะยุติลง"

รวมทั้งยอดผลิตทั้งหมดทั่วโลก ของแต่ละรุ่น
โดยอ้างอิงจากตัวเลขของ เดมเลอร์ อาเก้ เป็นหลัก
เรียงจากรถคันซ้าย ไปคันขวา
และจากบน ลงล่าง

รุ่นแรก W120 และ W121 หรือรุ่น Ponton
(8 กันยายน 1953 - 1962)
ยอดผลิตรวม 11 รุ่นย่อย (ไม่นับ R121 190SL Roadster)
อยู่ที่ 442,963 คัน

รุ่นที่ 2 W110 นิยมเรียกว่ารุ่นหางปลา หรือ Fintail
(แฟรงค์เฟิร์ตมอเตอร์โชว์ กันยายน 1961 - 1968)
ยอดผลิตรวม 622,453 คัน

รุ่นที่ 3 W114 และ W115 นิยมเรียกว่ารุ่น ทับ 8 หรือ Stroke 8
(มกราคม 1968 - ธันวาคม 1976)
ยอดผลิตรวมทั้ง 41 รุ่นย่อย อยู่ที่ 1,919,056 คัน

รุ่นที่ 4 W123 ที่คนไทยอุดหนุนกันมากขึ้น
และเป็นรุ่นแรกที่ธนบุรีประกอบรถยนต์
ขึ้นไลน์ประกอบในเมืองไทย
(มกราคม 1976 - มกราคม 1986)
ยอดผลิตรวมทั้ง 36 รุ่นย่อย อยู่ที่ 2,696,914 คัน

รุ่นที่ 5 W124 หรือรุ่นโลงจำปา
(พฤศจิกายน 1984 - 22 มิถุนายน 1995)
ยอดผลิตรวมทั้งซาลูน เอสเตท คูเป้ และเปิดประทุน 2,399,280 คัน

(ปี 1993 เป็นปีแรกที่เริ่มเรียกรถยนต์รุ่นกลางว่า E-Class และเปลี่ยนมาใช้
ตัวอักษรแบ่งประเภทคลาส นำหน้า ก่อนจะตามด้วยตัวเลข 3 หลัก
บอกแทนขนาดความจุเครื่องยนต์)

รุ่นที่ 6 W210 New Eyes (23 มิถุนายน 1995 - 2002)
ยอดผลิต รวม ทั้ง ซาลูน และเอสเตท 1,653,437 คัน

เกริ่นแต่โดยย่อเพียงเท่านี้ก็คงพอจะทราบกันแล้วว่า
รถยนต์นั่งขนาดกลางของค่ายดาวดวงเด่นแห่งซิงเดลฟิงเกน
จะแจ่มจรัสโดดเด่นเป็นดาวค้างฟ้า ในใจของผู้คนทั่วโลกขนาดไหน?

ในวันนี้ วันที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ พยายาม แตกรุ่นย่อยของ รถยนต์แต่ละตระกูล ออกไป
เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุดนั้น อี-คลาส เอง ก็เป็นหนึ่งในรถยนต์
ที่มีทางเลือกรุ่นย่อยมากมายหลากหลาย จนนับไม่หวาดไม่ไหว และมีการอัพเดทกันอยู่ตลอด





ตัวถังปัจจุบันของ อี-คลาส ใช้รหัสรุ่น W211 เปิดตัวในตลาดโลกมาตั้งแต่
15 มกราคม 2002 โดยใช้งาน บรัสเซลล์ มอเตอร์โชว์ ในการเปิดผ้าคลุมแบบ World Premier
ด้วยสโลแกน "Everything we know, in one car."

และ เริ่มเปิดตัวในเมืองไทย อย่างเป็นทางการ วันที่ 15 มิถุนายน 2002
หรืออีก 6 เดือนหลังจากนั้น เวอร์ชันไทย เริ่มต้นในช่วงแรก ด้วยรุ่น
E220 CDI และ E240 แต่ใช้เครื่องยนต์ 2.6 ลิตร

ยังจำได้เลยว่า คุณ ฉัตรวิทัย ตัณตราภรณ์
ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร
ในตอนนั้นยังกล่าวบนเวทีในวันเปิดตัวว่า อยากจะรีบพูดให้จบๆ โดยเร็ว
เพราะรู้ดีว่า นักข่าวหลายๆคน อยากจะรีบไปดูฟุตบอลคู่หยุดโลก คู่หนึ่งในวันนั้นกัน

ซึ่งก็รวมทั้งพี่เค้าด้วยนั่นแหละ!

ยอดขายก็ทำได้ดีดังคาด แน่ละ ผู้คนจำนวนมากย่อมเลือกสิ่งที่ตนคิดว่าดีที่สุด
และที่ผ่านมา ผู้คนส่วนใหญ่เหล่านั้น ก็เชื่อโดยฝังใจว่า ตนคิดไม่ผิดหรอก

จนกระทั่ง วันที่ราคาน้ำมันในตลาดโลก เริ่มขยับขึ้นเกินไปจากที่มันควรเป็น
ผู้บริโภคก็เริ่มมองหารถยนต์ที่สามารถใช้พลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น

ดังนั้น เวอร์ชันก๊าซธรรมชาติ E200 NGT จึงถูกพัฒนาขึ้น และอวดโฉมครั้งแรก
ในงานแฟรงค์เฟิร์ตมอเตอร์โชว์ กันยายน 2003 และส่งขึ้นโชว์รูมในเยอรมัน
เป็นประเทศแรกเมื่อช่วงกลางปี 2004 จากนั้น ออสเตรเลีย อิตาลี และสวีเดน เป็น 3 ประเทศ
ในลำดับต่อมาที่ได้ทำตลาดอี-คลาสรุ่นพิเศษนี้ ก่อนที่คนไทยจะได้สัมผัสกันในช่วงกลางปี 2005
ซึ่งในช่วงแรก ตั้งราคาขายในบ้านเรา 4,194,000 บาท

แต่เมื่อ ธนบุรีประกอบรถยนต์ โรงงานประกอบคู่บุญบารมีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในบ้านเรามานาน
พร้อมจะขึ้นสายการผลิต E200 NGT ในช่วงปลายปี 2006 แล้ว ราคาค่าตัวก็หล่นลงมาเหลือที่ระดับ 3.7 ล้านบาท

E200 NGT แตกต่างจาก อี-คลาสรุ่นอื่นๆ เพราะสามารถใช้ พลังงานได้ 2 ระบบ
คือ น้ำมันเบนซิน และก๊าซธรรมชาติ CNG หรือ Compressed Natural Gas
จุดเด่นอยู่ที่ การพัฒนาเครื่องยนต์ให้สามารถรองรับการใช้ก๊าซ CNG ได้
เพื่อช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันเบนซินซึ่งมีราคาแพง อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เพราะ เมื่อใช้ซีเอ็นจีในไอเสียจะมี คาร์บอนไดออกไซด์ลดลง 20%

และที่สำคัญ คือ ต้องสามารถใช้ก๊าซ CNG ได้ โดยที่สมรรถนะจากเครื่องยนต์
ต้องไม่สูญเสียไปแต่อย่างใด นี่คือโจทย์ที่ออกจะยากไปสักหน่อย
แต่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ทำออกมาขายแล้ว

เมื่อถึงเวลาที่ รุ่นปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งใหญ่ เผยโฉม
สุ่ตลาดโลก เมื่อ 11 เมษายน 2006 หลังจากนั้นไม่นาน เวอร์ชันไทย
ก็ถูกส่งขึ้นโชว์รูมพร้อมกันเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2007
ซึ่งถ้าจะเรียกว่ารุ่น PRE-SAFE ก็คงไม่ผิดหนัก เพราะรุ่นนี้
เน้นในการอัดเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยให้เต็มพิกัดที่สุดเท่าที่มีมา
ในตระกูล อี คลาส

เวอร์ชัน NGT ก็ตามออกมาให้เป็นเจ้าของกันได้ ในงานบางกอกมอเตอร์โชว์ 2007
หรืออีก 1 เดือนครึ่งหลังจากเปิดตัวรุ่นไมเนอร์เชนจ์นั่นเอง พร้อมกันกับเวอร์ชันตลาดโลก
ที่ออกสู่ตลาดพร้อมๆกันในเดือนมีนาคม 2007





รูปลักษณ์ภายนอก ของ E200 NGT มีขนาดไม่แตกต่างไปจากพี่น้องร่วมตระกูล
ด้วยความยาว 4,856 มิลลิเมตร กว้าง 1,822 มิลลิเมตร สูง 1,483 มิลลิเมตร
และระยะฐานล้อ 2,854 มิลลิเมตร

น้ำหนักรถเปล่า 1,765 กิโลกรัม
แต่เมื่อรวมน้ำหนักบรรทุก ที่รับได้มากสุด 510 กิโลกรัมเข้าไป
น้ำหนักรวมการบรรทุกผู้โดยสารเต็มพิกัด จะอยู่ที่ 2,275 กิโลกรัม

ยืนพื้นด้วยการตกแต่งในแบบ ELEGANCE ซึ่งเน้นความหรูหราและดูสง่างาม
มากกว่า แบบ Avantguard ซึ่งเน้นความสปอร์ต โฉบเฉี่ยวมากกว่า

กันชนสีเดียวกับตัวรถ มีแถบโครเมียมประดับตามส่วนต่างๆของตัวรถ
กระจกหน้าต่างกรองแสง สีเขียว กระจังหน้าแบบ 4 แถบ พร้อมเคลือบเงาผิวสีเทา

ดูจากภายนอกแล้วสิ่งที่ทำให้ตัวรถดูแตกต่างจาก อี คลาส ทั่วๆไป
อยู่ที่ล้ออัลลอย ลายที่ติดมากับรถ เป็นขนาด 16 นิ้ว ลาย 11 ก้าน
สวมด้วยยางขนาดพื้นฐาน สำหรับรถระดับนี้ 225/55R16

โลโก้ NGT แปะที่ฝากระโปรงหลัง และสติ๊กเกอร์ สี่เหลี่ยมสีเขียว
ระบุว่ารถคันนี้ใช้ก๊าซ CNG ซึ่งจะต้องติดแสดงให้เห็นเด่นชัด ตามกฎหมาย


หน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ... จากทั้งหมด All(14)

อ่านความคิดเห็น (9) | แสดงความคิดเห็น
 
 
   
หน้าหลัก | คอลัมน์ประจำ | แนะนำอู่ | ปัญหารถยนต์ | คาร์ออนไลน์ | รายงานปัญหาเว็บไซต์

Copyright © 2008 CarOnline.net All rights reserved | Terms and Conditions