Motor Show 2569:
เมื่องานรถกลายเป็นงาน EV อย่างเป็นทางการ
สิบสองวัน หนึ่งแสนสามหมื่นคัน โตเจ็ดสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ — และครั้งแรกในประวัติการณ์ที่แบรนด์จีนแซงหน้าญี่ปุ่นในฐานะแชมป์ยอดจอง
สิบสองวัน หนึ่งแสนสามหมื่นคัน เจ็ดสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ — ตัวเลขของ Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ไม่ใช่แค่สถิติใหม่ แต่เป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ฟ้องว่าตลาดรถไทยได้ข้ามจุดเปลี่ยนไปแล้ว และที่น่าตกใจกว่านั้น คือ BYD โค่น Toyota จากบัลลังก์ยอดจองสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติงาน — ปรากฏการณ์ที่ห้าปีก่อนยังจินตนาการไม่ออก
(คัน) — สถิติสูงสุดตลอดกาล
(77,379 คัน)
แซง Toyota เป็นครั้งแรก
เป้าทั้งปี (620,000 คัน)
จาก “งานรถ” สู่ “งาน EV” — เส้นทางที่ใช้เวลา 5 ปี
ย้อนกลับไปปี 2567–2568 Motor Show ยังคืองานที่ Toyota, Isuzu, และ Honda ผลัดกันครองยอดจองสูงสุด รถกระบะยังเป็นพระเอก EV เป็น “แขกพิเศษ” ที่มีบูธสวยแต่ยอดจองยังห่างชั้น
ปี 2569 ทุกอย่างพลิก — แบรนด์จีนครองครึ่งหนึ่งของ Top 10 ยอดจอง และ BYD พร้อม DENZA ในเครือทำยอดจองรวมกว่า 18,000 คัน ในขณะที่ Toyota ที่ครองบัลลังก์มาตลอดตามมาเป็นอันดับสอง สิ่งที่เปลี่ยนไปมากกว่าตัวเลขคือ “ความรู้สึกในพื้นที่งาน” — คิวยาวที่สุดอยู่หน้าบูธ EV ไม่ใช่บูธกระบะ
ยอดจองแบรนด์ใดได้มากที่สุด
ยอดจอง Motor Show 2569 — Top แบรนด์ (คัน)
ที่น่าสังเกตคือ OMODA & JAECOO — แบรนด์จีนที่หลายคนในไทยยังแทบไม่รู้จักเมื่อสองปีก่อน — กวาดยอดจองขึ้นมาถึงอันดับ 3 แบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Honda ได้อันดับ 4 แต่ด้วยยอดที่ห่างจากอันดับ 3 อย่างเห็นได้ชัด
ญี่ปุ่นหายไปไหน?
นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุดในงานปีนี้ ค่ายญี่ปุ่นที่เคยครองตลาดรถไทยมากกว่า 80% ยังมาร่วมงานครบ แต่ยอดจองโดยรวมลดลงเมื่อเทียบสัดส่วน เหตุผลไม่ใช่แค่ “แบรนด์จีนถูกกว่า” แต่เป็นเรื่องของ portfolio ที่ไม่ตอบโจทย์คนที่มางาน
- Toyota: ยังแข็งแกร่งด้วย HEV และ PHEV แต่ขาด BEV ที่ครบวงจรในราคาที่แข่งขันได้กับจีน
- Honda: มี e:N2 และรุ่น HEV แต่ลูกค้าที่มางานปีนี้มองหา BEV ราคาไม่เกิน 1 ล้าน ซึ่งยังเป็นจุดอ่อน
- Isuzu, Mitsubishi: กระบะและ SUV ICE ยังขายได้แต่ไม่ใช่ “ดาวของงาน” อีกต่อไป
ข้อมูลจาก MarkLines ยืนยันว่าค่ายญี่ปุ่นในภาพรวมยังมีส่วนแบ่งตลาดรวมสูงกว่าจีน แต่ในงาน Motor Show — ซึ่งคือ “อุณหภูมิกระแสตลาด” — สัดส่วนกำลังเปลี่ยน
ยอดจอง Motor Show — ห้าปีเปรียบเทียบ
การโตแบบก้าวกระโดดปี 2569 จะเข้าใจได้ดีขึ้นเมื่อดูแนวโน้มรายปี ตลาดรถไทยซบเซาต่อเนื่องในปี 2566–2568 ยอดจอง Motor Show ในช่วงนั้นก็ไม่ได้น่าตื่นเต้น แต่ปี 2569 คือการระเบิดออกพร้อมกันของ EV ราคาถูก, แบรนด์ใหม่หลายเจ้า, และโมเมนตัมตลาดที่กลับมา
ยอดจอง Bangkok International Motor Show (คัน) — ปี 2565–2569
71% หมายความว่าอะไรกับตลาดทั้งปี?
ยอดจอง 132,951 คัน คิดเป็น 21% ของเป้าทั้งปี 620,000 คัน นั่นหมายความว่า Motor Show ดูดอุปสงค์ไปก้อนใหญ่มากในช่วง 12 วัน มีนัยสำคัญหลายประการ:
- Q1 แข็งแกร่ง แต่ Q2 จะชะลอ: ปกติหลัง Motor Show ยอดขายจะชะลอในเดือนถัดไป เป็น “hangover effect” ตามธรรมชาติ
- ราคา EV จะเป็นตัวชี้: ถ้าราคา BEV ขึ้นหลังหมดมาตรการ การส่งมอบรถจากยอดจอง Motor Show อาจมีปัญหาถ้าเงื่อนไขเปลี่ยน
- แบรนด์จีนกำลัง consolidate: การที่ BYD เปิด 4 รุ่นพร้อมกัน และ OMODA & JAECOO ทำยอดได้ถึงอันดับ 3 แสดงว่าคนไทยเริ่มคุ้นเคยกับแบรนด์จีนมากขึ้นจริงๆ
สิ่งที่ตัวเลข Motor Show ไม่ได้บอกคือ “conversion rate” — กี่เปอร์เซ็นต์ของยอดจองที่จะกลายเป็นยอดขายจริง Motor Show ของไทยมักมี cancellation rate ประมาณ 10–20% แต่ปีนี้อาจสูงกว่าถ้าราคา EV ปรับตัวในช่วงรอส่งมอบ
สิ่งที่ Motor Show 2569 บอกเราเกี่ยวกับปี 2570
ถ้าอ่าน Motor Show 2569 เป็น “เทอร์โมมิเตอร์” ของตลาด สิ่งที่วัดได้คือ:
- คนไทยพร้อมซื้อ EV — ถ้าราคาถูกพอและแบรนด์น่าเชื่อถือ
- แบรนด์จีนได้รับการยอมรับในวงกว้างแล้ว ไม่ใช่ “ทางเลือกสุดท้าย” อีกต่อไป
- กระบะและ ICE ยังขายได้ แต่ไม่ใช่ “ดาว” ของงาน — ความรู้สึกนี้จะส่งผลต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ระยะยาว
- Motor Show กำลังกลายเป็น “EV show” เต็มรูปแบบ — แบรนด์ที่ไม่มี BEV ที่แข่งขันได้จะเสียเปรียบมากขึ้นทุกปี
คำถามสำหรับปี 2570: ญี่ปุ่นจะ counter กลับอย่างไร? Toyota มี BZ series ที่กำลังมา Nissan มีแผน EV ใหม่ ถ้าค่ายญี่ปุ่นนำ BEV ราคาแข่งขันได้มาไทยได้ทันปี 2570 ภาพในงาน Motor Show อาจเปลี่ยนอีกครั้ง
