ภาษี EV นำเข้า 32% จะช่วยโรงงานไทยจริงไหม หรือแค่ซื้อเวลาให้ซัพพลายเชน

ภาษี EV นำเข้า 32% จะช่วยโรงงานไทยจริงไหม หรือแค่ซื้อเวลาให้ซัพพลายเชน
นโยบาย

ภาษี EV นำเข้า 32%
จะช่วยโรงงานไทยจริงไหม หรือแค่ซื้อเวลาให้ซัพพลายเชน

ข้อเสนอจาก 10 สมาคมยานยนต์ไม่ใช่การต้านรถไฟฟ้า แต่เป็นการถามตรง ๆ ว่าเมื่อยอดจอง EV พุ่งแล้ว รัฐจะปล่อยให้มูลค่าเพิ่มไหลออกนอกประเทศต่อไปหรือไม่

CarOnline · นโยบาย · 23 พฤษภาคม 2569

ในโชว์รูม รถ EV ใหม่ยังดึงคนเดินเข้าไปดูไม่ขาดสาย แต่ในโรงงานและฝั่งผู้ผลิตชิ้นส่วน บรรยากาศกลับเป็นอีกแบบหนึ่ง ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 เสียงที่ดังที่สุดในอุตสาหกรรมไทยจึงไม่ใช่คำถามว่า “คนไทยชอบ EV ไหม” หากเป็นคำถามที่หนักกว่า: ถ้าคนไทยซื้อ EV มากขึ้น แต่โรงงานไทยได้งานน้อยลง แบบนี้เรากำลังชนะหรือกำลังเสียฐานผลิตกันแน่

10สมาคมร่วมยื่นข้อเสนอ
กู้ฐานผลิต EV ไทย
32%ภาษี CBU EV ที่ถูกเสนอ
สำหรับรถนำเข้าสำเร็จรูป
30-40%ต้นทุนผลิตในไทย
สูงกว่านำเข้าจากจีน
2570ปีเสี่ยงหลัง EV 3.5
เดินถึงปลายทาง

ข้อเสนอ 32% จริง ๆ กำลังพยายามแก้อะไร

จุดเริ่มต้นอยู่ที่ข้อเสนอของกลุ่ม 10 สมาคมยานยนต์และชิ้นส่วนไทย ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 12 และ 14 พฤษภาคม 2569 ว่าต้องการให้รัฐปรับภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้าสำเร็จรูป หรือ CBU EV ขึ้นเป็นอย่างน้อย 32% เพื่อสร้างช่องว่างชัดเจนจากรถที่ผลิตในประเทศซึ่งปัจจุบันเสียภาษี 2% และจากรถนำเข้าที่จะยังได้อัตรา 10% เฉพาะกรณีที่มีการลงทุนจริงในไทยและอยู่ภายใต้โควตา

ประเด็นนี้จึงไม่ใช่การ “ขึ้นภาษีเพราะกลัวรถจีน” แบบผิวเผิน แต่เป็นความพยายามเปลี่ยนเกมจากการกระตุ้นยอดขายอย่างเดียว ไปสู่การบังคับให้ยอดขายนั้นสร้าง โรงงาน งานวิศวกรรม ชิ้นส่วน และคำสั่งซื้อในประเทศ ด้วย

โครงสร้างภาษีที่เป็นหัวใจของข้อเสนอใหม่

โจทย์ของรัฐไม่ใช่แค่ทำให้ EV ถูกพอจะขายได้ แต่ต้องทำให้ EV หนึ่งคันสร้างมูลค่าในไทยพอจะคุ้มกับสิทธิประโยชน์ที่ให้ไป

เหตุผลที่อุตสาหกรรมเริ่มกังวลหนัก

ฝั่งสมาคมชิ้นส่วนให้เหตุผลชัดว่าการผลิต EV ในไทยยังมีต้นทุนสูงกว่านำเข้าจากจีนราว 30-40% ถ้าปล่อยให้รถนำเข้าได้เปรียบด้านภาษีและต้นทุนต่อเนื่อง ผู้เล่นบางรายอาจตัดสินใจง่ายขึ้นว่า “นำเข้ามาขาย” คุ้มกว่า “ลงทุนผลิตจริง” โดยเฉพาะหลังมาตรการ EV 3.5 สิ้นสุดในปี 2570

นั่นสำคัญเพราะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ไทยไม่ได้เล็กเลย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระบุในงาน Future Mobility Thailand 2026 ว่าอุตสาหกรรมนี้มีมูลค่าส่งออกราว 300,000 ล้านบาท ในปี 2568 และจ้างงานมากกว่า 750,000 คน ถ้าช่วงเปลี่ยนผ่าน EV ทำให้คำสั่งซื้อในประเทศหายไปเร็วเกินไป แรงกระแทกจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ค่ายรถ แต่จะไหลลงไปถึงแม่พิมพ์ โลหะ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และซัพพลายเออร์ลึกหลายชั้น

ข้อมูลที่ไม่ควรมองข้าม: World Bank เคยประเมินว่า มากกว่า 80% ของยอดขายชิ้นส่วนรถยนต์ไทยยังสามารถไปต่อในยุค EV ได้ โดย 58% แทบไม่ต้องเปลี่ยน และอีก 19% ต้องปรับเพียงจำกัด หมายความว่าปัญหาไม่ใช่ “ชิ้นส่วนไทยหมดอนาคต” แต่คือไทยจะออกนโยบายให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นทันเวลาหรือไม่

ความพร้อมของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทยต่อการเปลี่ยนผ่าน EV

แล้วฝั่งตลาดกำลังบอกอะไรเรา

อีกด้านหนึ่ง ตลาดไม่ได้ส่งสัญญาณว่า EV แผ่วลงเลย ตรงกันข้าม ตัวเลขมีแต่ย้ำว่าความต้องการยังอยู่: รถในงาน Motor Show 2569 มียอดจองรวม 132,951 คัน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด และรายงานระบุว่ารถไฟฟ้าคิดเป็นมากกว่าครึ่งของยอดจองทั้งหมด ขณะเดียวกันข้อมูลเดือนมีนาคม 2569 จาก FTI ระบุว่าไทยผลิตรถยนต์รวม 133,413 คัน โดยยอดขายรถนั่ง BEV อยู่ที่ 12,074 คัน และรถนั่ง HEV 14,895 คัน

แปลเป็นภาษาง่าย ๆ ก็คือ ดีมานด์ไม่ได้หาย แต่สิ่งที่ยังไม่ชัดคือดีมานด์นี้จะหล่อเลี้ยงโรงงานไทยมากพอหรือไม่ หากคำตอบยังไม่ชัด การเรียกร้องเรื่องภาษี โควตานำเข้า และ local content ก็จะยิ่งดังขึ้น

จุดที่ต้องระวัง: ข้อเสนอ 32% ยังเป็นเพียงข้อเสนอ ไม่ใช่มาตรการที่มีผลแล้ว และถ้ารัฐใช้สูตรขึ้นภาษีแบบตรงไปตรงมาโดยไม่ผูกกับการลงทุนจริง อาจกลายเป็นเพียงการดันราคาผู้บริโภคโดยไม่ได้เพิ่มคำสั่งซื้อในประเทศมากพอ

8 ข้อเสนอสำคัญที่รัฐควรอ่านให้ครบ

  • แยกภาษีให้เห็นชัดระหว่างรถ EV ผลิตในไทยกับรถนำเข้าสำเร็จรูป
  • ให้สิทธิ์นำเข้าอัตรา 10% เฉพาะรายที่มีการลงทุนจริง พร้อมจำกัดโควตาไม่เกิน 10% ของปริมาณผลิต
  • เข้มวิธีคำนวณมูลค่าเพิ่มในประเทศ และดันสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศให้แตะระดับ 80%
  • ผูกสิทธิประโยชน์กับการใช้ชิ้นส่วน high-value ที่ไทยมีศักยภาพผลิต เช่น ชิ้นส่วนโครงสร้างและตัวถัง
  • ทบทวน BOI ในเซ็กเมนต์ที่ผู้ผลิตไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว เว้นแต่เป็น joint venture ที่มีไทยถือหุ้นอย่างมีนัย
  • คุมเข้มถิ่นกำเนิดสินค้าและ traceability ลงไปถึงซัพพลายเออร์ชั้นลึก
  • ตั้ง KPI เรื่อง technology transfer ให้ตรวจวัดได้จริง ไม่ใช่แค่ตั้งศูนย์แบบพิธีกรรม
  • เพิ่มบทบาทการทดสอบในไทย โดยเฉพาะระบบ ADAS และงานวิศวกรรมที่เหมาะกับสภาพถนนไทย

โจทย์ใหญ่กว่าภาษี คือเปลี่ยน “สิทธิประโยชน์” ให้เป็น “มูลค่าเพิ่ม”

ในเวลาใกล้กัน BOI เพิ่งประกาศว่าตั้งแต่ปี 2560 ถึงมีนาคม 2569 ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV แล้วกว่า 182,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้พิสูจน์ว่าไทยยังดึงเงินลงทุนได้ แต่คำถามของฝั่งอุตสาหกรรมตอนนี้ไม่ใช่มีเงินลงทุนเข้าไหม ทว่า เงินลงทุนนั้นลงลึกพอถึงชิ้นส่วน งานวิจัย และเครือข่ายซัพพลายเออร์ไทยหรือยัง

ถ้ารัฐใช้ข้อเสนอ 32% เป็นเพียงกำแพงภาษี เราอาจได้รถแพงขึ้นแต่ไม่ได้ฐานผลิตแข็งขึ้น แต่ถ้าใช้มันเป็นเครื่องมือต่อรอง ให้สิทธิ์กับคนที่ลงทุนจริง ใช้ชิ้นส่วนไทยจริง เปิดพื้นที่ให้วิศวกรไทยจริง และส่งงานให้ supplier ไทยจริง ข้อเสนอนี้อาจกลายเป็น “สะพาน” ช่วงสั้นที่ทำให้ไทยไม่ตกจากคลื่น EV

ทางเลือกเชิงนโยบาย ผลดี ความเสี่ยง
ปล่อยนำเข้าแข่งเต็มที่ ราคารถอาจลงเร็ว ผู้บริโภคมีตัวเลือกมาก มูลค่าเพิ่มและคำสั่งซื้อไหลออกจากฐานผลิตไทย
ขึ้นภาษีแต่ไม่ผูกเงื่อนไขลงทุน ลดแรงกดดันระยะสั้นต่อโรงงาน ผู้บริโภคจ่ายแพงขึ้น แต่ supply chain ไทยอาจไม่ได้ประโยชน์เต็ม
ขึ้นภาษีแบบมีเงื่อนไขลงทุนจริง รักษาแรงจูงใจให้ผลิตในไทยและใช้ชิ้นส่วนไทยมากขึ้น ต้องมีระบบตรวจสอบเข้ม ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็น loophole ใหม่

ไทม์ไลน์ที่ทำให้เรื่องนี้ร้อนขึ้นในเดือนเดียว

27 เมษายน 2569 FTI รายงานการผลิตรถเดือนมีนาคมแตะ 133,413 คัน พร้อมแรงส่งจาก BEV และ HEV ในตลาดในประเทศ
12 พฤษภาคม 2569 กลุ่มสมาคมยานยนต์เริ่มผลักข้อเสนอขึ้นภาษี CBU EV เป็นอย่างน้อย 32%
14 พฤษภาคม 2569 10 สมาคมยื่นแพ็กเกจ 8 ข้อเสนอ เตือนความเสี่ยงฐานผลิตไทยหลัง EV 3.5 สิ้นสุด
17 พฤษภาคม 2569 BOI ย้ำว่าคำขอรับการส่งเสริมลงทุนในอุตสาหกรรม EV สะสมเกิน 182,000 ล้านบาทแล้ว
ตอนนี้ รัฐต้องตัดสินใจว่าดีมานด์ EV ที่พุ่งแรงจะถูกแปลงเป็นการลงทุนลึกในไทย หรือปล่อยให้ไทยเป็นตลาดปลายทางของรถนำเข้า

สุดท้ายแล้ว ข้อเสนอภาษี 32% อาจไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์ แต่ก็เป็นสัญญาณว่าผู้เล่นตัวจริงในอุตสาหกรรมเริ่มเห็นช่องโหว่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในวันที่ยอดจอง EV ยังสวย ความเสี่ยงอาจไม่ได้อยู่หน้าร้าน แต่อยู่หลังโรงงาน ว่าประเทศไทยจะยังเป็น “ฐานผลิต” หรือค่อย ๆ ไหลไปเป็นแค่ “ฐานขาย”

ถ้ารถ EV ขายดีขึ้นทุกปี แต่โรงงานไทยบางลงทุกปีเหมือนกัน นั่นไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านสีเขียว แต่เป็นการย้ายมูลค่าเพิ่มออกนอกประเทศอย่างเงียบ ๆ
แชร์บทความนี้
📱 LINE 𝕏 X

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *