สัญญาณเตือนใหม่จากสภาพัฒน์:
EV shift กำลังกระทบ “งานชิ้นส่วนรถไทย” ก่อนตลาดรถจะฟื้นเต็มตัว
วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ประเด็นร้อนของวงการรถไม่ใช่แค่ใครขายได้เพิ่ม แต่คือแรงงานและซัพพลายเชนไทยจะตามเกม EV ทันหรือไม่ ในวันที่โชว์รูมเริ่มฟื้น แต่โรงงานและผู้ผลิตชิ้นส่วนยังรับแรงสั่นสะเทือนอีกด้าน
บางครั้งข่าวที่แรงที่สุดไม่ใช่ข่าวเปิดตัวรถใหม่ แต่เป็นประโยคสั้น ๆ จากหน่วยงานรัฐที่ทำให้ทั้งอุตสาหกรรมต้องหยุดคิด รอบนี้คือคำเตือนจากสภาพัฒน์ว่าแรงงานไทยกำลังเจอ “สามแรงกดดัน” จากสงคราม เทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ EV โดยกลุ่มที่เปราะบางที่สุดกลุ่มหนึ่งคือผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผูกกับรถสันดาปเดิม
ร่วมออกแถลงเตือนวิกฤต 14 พ.ค. 2569
เม.ย. 2569
ไตรมาส 1/2569 จากข้อมูล NESDC
ของแพ็กเกจ EV 3.5 สำหรับปี 2569
รอบนี้สัญญาณเตือนไม่ได้มาจากโชว์รูม แต่มาจาก “ตลาดงาน”
เนื้อหาที่ทำให้ข่าววันนี้ต่างจากข่าวยานยนต์ทั่วไป คือ NESDC ไม่ได้พูดถึงยอดขายรถหรือส่วนแบ่งตลาดเป็นหลัก แต่ชี้ตรงไปที่ ผลกระทบต่อแรงงานในภาคชิ้นส่วน ซึ่งเป็นหัวใจของฐานอุตสาหกรรมรถไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ถ้าอ่านควบคู่กับแถลงของกลุ่มอุตสาหกรรม 10 สมาคมเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ภาพจะชัดขึ้นทันทีว่า ความกังวลเริ่มขยับจาก “แข่งขันยาก” ไปสู่ “โครงสร้างงานเดิมอาจหายไปก่อนงานใหม่โตทัน”
เหตุผลก็ตรงไปตรงมา รถ EV ใช้ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยลง ระบบส่งกำลังเปลี่ยนไป และมูลค่าหลายส่วนย้ายจากเครื่องยนต์ เกียร์ และระบบไอเสีย ไปอยู่ที่แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ เพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบควบคุม หากผู้ผลิตไทยยังอยู่ในห่วงโซ่เดิมมากเกินไป การฟื้นของตลาดหน้าร้านอาจไม่ได้แปลว่าคำสั่งซื้อในโรงงานชิ้นส่วนจะฟื้นตามในอัตราเดียวกัน
สัญญาณสวนทางในอุตสาหกรรมรถไทย ณ พฤษภาคม 2569
ทำไมคำเตือนนี้มาถูกจังหวะกว่าที่คิด
FTI รายงานเมื่อ 25 พฤษภาคม 2569 ว่าไทยผลิตรถได้ 103,794 คันในเดือนเมษายน ลดลง 0.4% จากปีก่อน ขณะที่ส่งออกรถสำเร็จรูปอยู่ที่ 60,190 คัน ลดลง 8.4% ส่วนยอดขายในประเทศช่วงมกราคม-เมษายนยังบวก 15.0% นี่คือภาพ “สองจังหวะคนละทิศ” ที่สำคัญมาก เพราะมันแปลว่าตลาดในประเทศเริ่มมีแรงซื้อจากรถไฟฟ้าและรถไฮบริด แต่โรงงานจำนวนไม่น้อยยังต้องแบกภาระจากตลาดส่งออกเดิมที่ชะลอ โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะและชิ้นส่วนที่ผูกกับเครื่องยนต์สันดาป
เมื่อรวมกับตัวเลขจากรายงาน GDP ไตรมาส 1/2569 ของ NESDC ที่ระบุว่า การใช้จ่ายในหมวดยานพาหนะเพิ่ม 16.3% ก็ยิ่งตอกย้ำว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “คนไทยเลิกซื้อรถ” แบบตรงไปตรงมา แต่อยู่ที่สิ่งที่คนซื้อเพิ่มนั้นไม่ตรงกับโครงสร้างการผลิตเดิมทั้งหมด งานบางส่วนจึงไม่ได้ไหลกลับเข้าสู่ซัพพลายเชนไทยในรูปเดิม
10 สมาคมเตือนก่อนแล้ว และคำเตือนวันนี้คือภาคต่อที่จริงจังกว่าเดิม
เมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 กลุ่ม EVAT, สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย และอีกหลายสมาคมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมออกข้อเสนอเร่งด่วน 8 ข้อ โดยเตือนว่าการเปลี่ยนผ่าน EV ที่พึ่งรถนำเข้าและการแข่งขันราคาจากจีนมากเกินไป อาจทำให้ฐานการผลิตในประเทศอ่อนแรงก่อนจะสร้างฐานใหม่ได้พอ คำเตือนของภาคเอกชนตอนนั้นอาจถูกมองว่าเป็นเสียงกดดันเชิงนโยบาย แต่เมื่อสภาพัฒน์หยิบประเด็น “แรงงาน” ขึ้นมาพูดเองในวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 น้ำหนักของเรื่องก็เปลี่ยนไปทันที
ประเด็นนี้สำคัญเพราะสภาพัฒน์มองภาพเศรษฐกิจมหภาค ไม่ได้มองเฉพาะประโยชน์ของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง ดังนั้นเมื่อหน่วยงานระดับนี้เริ่มชี้ว่า EV shift กระทบแรงงาน นั่นหมายความว่าความเสี่ยงเริ่มหลุดจากวงคุยเฉพาะในอุตสาหกรรม ไปสู่คำถามระดับประเทศว่าไทยจะรักษาฐานงานผลิตมูลค่าสูงได้อย่างไร
| ชั้นของปัญหา | สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2569 | ผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย |
|---|---|---|
| ตลาด | รถไฟฟ้าและรถไฮบริดโตเร็วกว่าบางกลุ่มรถเดิม | คำสั่งซื้อชิ้นส่วน ICE บางรายการหดตัวเร็วกว่าที่ประเมิน |
| การผลิต | ยอดผลิตรวมและส่งออกยังผันผวน โดยเฉพาะฝั่งกระบะ | โรงงานและ Tier supplier ใช้กำลังผลิตได้ไม่เต็มที่ |
| เทคโนโลยี | มูลค่าขยับไปที่แบตเตอรี่ อินเวอร์เตอร์ ซอฟต์แวร์ และอิเล็กทรอนิกส์กำลัง | แรงงานและผู้ผลิตเดิมต้องรีสกิลและย้ายความเชี่ยวชาญให้ทัน |
EV 3.5 วางเงื่อนไขไว้แล้ว แต่เงื่อนไขอย่างเดียวไม่พอถ้า local chain ยังบาง
แพ็กเกจ EV 3.5 ของรัฐไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์แบบปล่อยฟรี ผู้ร่วมมาตรการต้องมีการผลิตชดเชยในประเทศในอัตรา 1:2 ภายในปี 2569 และ 1:3 ในปี 2570 ซึ่งบนกระดาษถือเป็นโครงสร้างที่พยายามบังคับให้การนำเข้าต้องแปลงเป็นการผลิตจริงในไทย แต่คำถามของปีนี้คือ การผลิตชดเชยนั้นลึกพอหรือยัง ถ้ายังเป็นเพียงการประกอบขั้นปลายหรือยังอิงชิ้นส่วนสำคัญจากต่างประเทศเป็นหลัก ผลดีด้านการจ้างงานก็อาจไม่กระจายถึงผู้ผลิตไทยมากเท่าที่หวัง
นี่คือเหตุผลที่เรื่องแรงงานเชื่อมตรงกับเรื่องซัพพลายเชน ไม่ใช่แค่เรื่องฝึกอบรมคนงาน เพราะถ้าไทยอยากรักษางานไว้จริง งานใหม่ต้องเกิดในระดับชิ้นส่วนและระบบที่มีมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่เกิดเฉพาะในโชว์รูม โลจิสติกส์ หรือกิจกรรมการขายปลายทาง
ห่วงโซ่ EV ที่ไทยต้องขยับให้ทัน เพื่อไม่ให้งานหลุดจากระบบ
สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้ไม่ใช่แค่ยอดจอง แต่คือ 3 คำถามเรื่องงาน
- ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจะได้ออเดอร์ในหมวดใหม่ เช่น เพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบควบคุม และแบตเตอรี่ มากขึ้นจริงหรือไม่
- แรงงานสายเครื่องยนต์ เกียร์ และระบบไอเสีย จะถูกรีสกิลเข้าสายการผลิตใหม่ได้เร็วแค่ไหนภายในปี 2569-2570
- การผลิตชดเชยตาม EV 3.5 จะลงลึกถึง local content หรือหยุดอยู่แค่การประกอบที่สร้างงานปลายทางเป็นหลัก
สรุป
คำเตือนของสภาพัฒน์ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ทำให้บทสนทนาเรื่อง EV ในไทยขยับจาก “รถอะไรขายดี” ไปสู่คำถามที่หนักกว่า คือ “ฐานงานไทยจะอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่ใหม่” ในระยะสั้นยอดขายและการใช้จ่ายด้านยานพาหนะอาจช่วยพยุงบรรยากาศตลาด แต่ในระยะกลางสิ่งที่จะตัดสินแพ้ชนะจริง คือไทยเปลี่ยนผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิมให้กลายเป็นผู้เล่นในห่วงโซ่ EV ได้มากแค่ไหน
