โรงงาน Omoda & Jaecoo ที่ระยองเปิดแล้ว
และนี่ไม่ใช่แค่ข่าวตัดริบบิ้น
เมื่อแบรนด์ที่โตเร็วจากโชว์รูมเริ่มมีฐานผลิตจริงในนิคมพัฒนาระยอง เกมของตลาด EV ไทยก็เริ่มเปลี่ยนจากการแย่งยอดจอง ไปสู่การแย่งระบบผลิตและซัพพลายเชน
จากแบรนด์ที่ดังเพราะยอดจองและโปรแรง กำลังขยับสู่สถานะผู้ผลิตจริงในไทย คำถามคือมันจะเปลี่ยนเกม supply chain และภาพการแข่งขันอย่างไร
จังหวัดระยอง
ในเฟสแรก
ภายในปี 2571
สำหรับการเดินไลน์กะเดียว
การเปิดโรงงานครั้งนี้สำคัญ เพราะ Omoda & Jaecoo กำลังขยับจาก “คนขายรถไว” ไปเป็น “คนผลิตรถในประเทศ”
Omoda & Jaecoo โตในไทยเร็วจากจังหวะตลาดที่เปิดรับแบรนด์ใหม่ ยอดจองใน Motor Show 2569 และการขึ้นมาอยู่ในกลุ่มผู้นำ EV ปลายปี 2568 ทำให้ชื่อแบรนด์ติดตลาดเร็ว แต่การเปิดโรงงานที่ระยองในวันที่ 20 เมษายน 2569 คือการขยับอีกขั้นหนึ่ง เพราะมันแปลว่ากลยุทธ์ในไทยไม่หยุดแค่การนำเข้าและปั้นเครือข่ายดีลเลอร์แล้ว
ข้อมูลจากบริษัทระบุว่าโรงงานนี้อยู่ในอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ครอบคลุมพื้นที่ 104 ไร่ ลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท เริ่มด้วย CKD และใช้หุ่นยนต์เชื่อมอะลูมิเนียม โดยมี JAECOO 6 EV เป็นรุ่นแรกที่ออกจากไลน์ นี่คือสเกลที่ใหญ่พอจะพูดได้ว่าค่ายเริ่ม “ปักหลัก” มากกว่า “มาลองตลาด”
สเกลโรงงานระยองที่ประกาศโดย Omoda & Jaecoo / Chery
ตัวเลข 8 หมื่นคันต่อปี สำคัญกว่าที่เห็น เพราะมันเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง aftersales และ local content
ถ้าผู้เล่นยังอยู่ในเฟสนำเข้า ความเสี่ยงใหญ่สุดคือราคาและสต๊อก แต่เมื่อเริ่มผลิตในประเทศ ความเสี่ยงจะขยับไปอยู่ที่ คุณภาพการประกอบ ซัพพลายเชนชิ้นส่วน การพัฒนาแรงงาน และบริการหลังการขาย แทน และทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินและเวลา การประกาศเป้า 80,000 คันต่อปีภายในปี 2571 จึงเป็นสัญญาณว่าบริษัทมองไทยเป็นมากกว่าตลาดขายปลีก
วันนี้: CKD + รุ่นนำร่อง
เริ่มจาก JAECOO 6 EV และโครงสร้างการผลิตที่ควบคุมความเสี่ยงได้ง่ายก่อน
ปี 2570: paint shop
หากเสร็จตามแผน โรงงานจะขยับจากการประกอบ ไปสู่ขั้นตอนที่ลึกขึ้นใน value chain
ปี 2571: 80,000 คัน
จุดที่โรงงานต้องพิสูจน์ว่าความต้องการในไทยและอาเซียนรองรับ capacity นี้ได้จริง
มุมที่ต่าง: ข่าวนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง Chery แต่เป็นเรื่อง supply chain ไทย
ในประกาศของบริษัทมีอีกบรรทัดที่น่าสนใจมาก คือการร่วมมือกับ KGEN ภายใต้นโยบายถ่ายทอดเทคโนโลยีและ local content ของภาครัฐ นี่ทำให้ข่าวโรงงานระยองไม่ใช่แค่เรื่องของแบรนด์เดียว แต่เป็นบททดสอบว่าซัพพลายเชนไทยจะเกาะรถจีนได้ลึกแค่ไหน
ถ้าการผลิตในประเทศเดินหน้าได้ดี ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจะมีโอกาสมากขึ้นทั้งในด้านวัสดุ กระบวนการ และชิ้นส่วนเฉพาะทาง แต่ถ้า local content ไม่ขยับ โรงงานก็อาจเป็นเพียงฐานประกอบที่ value added ในประเทศยังบางอยู่เหมือนเดิม
ไทม์ไลน์การขยับจากแบรนด์ขายเร็ว สู่ผู้ผลิตจริงในไทย
บทสรุปของเรื่องนี้คืออะไรสำหรับตลาดไทย
การเปิดโรงงานระยองไม่ได้แปลว่าค่ายจีนทุกค่ายจะเดินตามแบบเดียวกัน แต่เป็นหลักฐานว่าการแข่งขันในไทยเริ่มเข้าสู่เฟสใหม่ แบรนด์ที่จริงจังจะต้องมีคำตอบเรื่องการผลิต การซ่อม อะไหล่ และซัพพลายเชน ไม่ใช่แค่ราคาและคอนเทนต์การตลาดอีกต่อไป
