โรงงาน Omoda & Jaecoo ที่ระยองเปิดแล้ว เรื่องสำคัญไม่ใช่แค่กำลังผลิต 8 หมื่นคัน แต่คือการบอกว่าจีนเริ่มลงหลักในไทยมากกว่าเดิม

โรงงาน Omoda & Jaecoo ที่ระยองเปิดแล้ว เรื่องสำคัญไม่ใช่แค่กำลังผลิต 8 หมื่นคัน แต่คือการบอกว่าจีนเริ่มลงหลักในไทยมากกว่าเดิม
วิเคราะห์เชิงลึก

โรงงาน Omoda & Jaecoo ที่ระยองเปิดแล้ว
และนี่ไม่ใช่แค่ข่าวตัดริบบิ้น

เมื่อแบรนด์ที่โตเร็วจากโชว์รูมเริ่มมีฐานผลิตจริงในนิคมพัฒนาระยอง เกมของตลาด EV ไทยก็เริ่มเปลี่ยนจากการแย่งยอดจอง ไปสู่การแย่งระบบผลิตและซัพพลายเชน

CarOnline Team · วิเคราะห์เชิงลึก · 19 พฤษภาคม 2569

จากแบรนด์ที่ดังเพราะยอดจองและโปรแรง กำลังขยับสู่สถานะผู้ผลิตจริงในไทย คำถามคือมันจะเปลี่ยนเกม supply chain และภาพการแข่งขันอย่างไร

104 ไร่พื้นที่โรงงานในนิคมพัฒนา
จังหวัดระยอง
5 พันลบ.มูลค่าการลงทุนที่ประกาศ
ในเฟสแรก
80,000กำลังผลิตเป้าหมายต่อปี
ภายในปี 2571
150 คนแรงงานไทยตั้งต้น
สำหรับการเดินไลน์กะเดียว

การเปิดโรงงานครั้งนี้สำคัญ เพราะ Omoda & Jaecoo กำลังขยับจาก “คนขายรถไว” ไปเป็น “คนผลิตรถในประเทศ”

Omoda & Jaecoo โตในไทยเร็วจากจังหวะตลาดที่เปิดรับแบรนด์ใหม่ ยอดจองใน Motor Show 2569 และการขึ้นมาอยู่ในกลุ่มผู้นำ EV ปลายปี 2568 ทำให้ชื่อแบรนด์ติดตลาดเร็ว แต่การเปิดโรงงานที่ระยองในวันที่ 20 เมษายน 2569 คือการขยับอีกขั้นหนึ่ง เพราะมันแปลว่ากลยุทธ์ในไทยไม่หยุดแค่การนำเข้าและปั้นเครือข่ายดีลเลอร์แล้ว

ข้อมูลจากบริษัทระบุว่าโรงงานนี้อยู่ในอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ครอบคลุมพื้นที่ 104 ไร่ ลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท เริ่มด้วย CKD และใช้หุ่นยนต์เชื่อมอะลูมิเนียม โดยมี JAECOO 6 EV เป็นรุ่นแรกที่ออกจากไลน์ นี่คือสเกลที่ใหญ่พอจะพูดได้ว่าค่ายเริ่ม “ปักหลัก” มากกว่า “มาลองตลาด”

สเกลโรงงานระยองที่ประกาศโดย Omoda & Jaecoo / Chery

โรงงานเปิดใหม่ไม่ได้แปลว่าชนะเกมแล้ว แต่มันแปลว่าผู้เล่นคนนั้นยอมผูกอนาคตของตัวเองกับตลาดไทยมากขึ้นอย่างชัดเจน

ตัวเลข 8 หมื่นคันต่อปี สำคัญกว่าที่เห็น เพราะมันเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง aftersales และ local content

ถ้าผู้เล่นยังอยู่ในเฟสนำเข้า ความเสี่ยงใหญ่สุดคือราคาและสต๊อก แต่เมื่อเริ่มผลิตในประเทศ ความเสี่ยงจะขยับไปอยู่ที่ คุณภาพการประกอบ ซัพพลายเชนชิ้นส่วน การพัฒนาแรงงาน และบริการหลังการขาย แทน และทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินและเวลา การประกาศเป้า 80,000 คันต่อปีภายในปี 2571 จึงเป็นสัญญาณว่าบริษัทมองไทยเป็นมากกว่าตลาดขายปลีก

วันนี้: CKD + รุ่นนำร่อง

เริ่มจาก JAECOO 6 EV และโครงสร้างการผลิตที่ควบคุมความเสี่ยงได้ง่ายก่อน

ปี 2570: paint shop

หากเสร็จตามแผน โรงงานจะขยับจากการประกอบ ไปสู่ขั้นตอนที่ลึกขึ้นใน value chain

ปี 2571: 80,000 คัน

จุดที่โรงงานต้องพิสูจน์ว่าความต้องการในไทยและอาเซียนรองรับ capacity นี้ได้จริง

มุมที่ต่าง: ข่าวนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง Chery แต่เป็นเรื่อง supply chain ไทย

ในประกาศของบริษัทมีอีกบรรทัดที่น่าสนใจมาก คือการร่วมมือกับ KGEN ภายใต้นโยบายถ่ายทอดเทคโนโลยีและ local content ของภาครัฐ นี่ทำให้ข่าวโรงงานระยองไม่ใช่แค่เรื่องของแบรนด์เดียว แต่เป็นบททดสอบว่าซัพพลายเชนไทยจะเกาะรถจีนได้ลึกแค่ไหน

ถ้าการผลิตในประเทศเดินหน้าได้ดี ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจะมีโอกาสมากขึ้นทั้งในด้านวัสดุ กระบวนการ และชิ้นส่วนเฉพาะทาง แต่ถ้า local content ไม่ขยับ โรงงานก็อาจเป็นเพียงฐานประกอบที่ value added ในประเทศยังบางอยู่เหมือนเดิม

ไทม์ไลน์การขยับจากแบรนด์ขายเร็ว สู่ผู้ผลิตจริงในไทย

12 มกราคม 2569 Omoda & Jaecoo ประกาศขึ้นอันดับ 1 ในยอดจดทะเบียน EV ใหม่ช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี 2568
24 มีนาคม 2569 ชื่อแบรนด์ยังติดกลุ่มบนใน Motor Show 2569 สะท้อนแรงส่งฝั่ง retail
20 เมษายน 2569 โรงงาน Omoda & Jaecoo and Chery Thailand NEV Factory เปิดและเริ่มผลิตที่ระยอง
ข้อควรจับตา: โรงงานใหม่สร้าง narrative ได้ง่าย แต่การพิสูจน์จริงอยู่ที่ quality consistency, parts availability และความสามารถในการขยายทีมบริการหลังการขายให้ทันจำนวนรถบนถนน

บทสรุปของเรื่องนี้คืออะไรสำหรับตลาดไทย

การเปิดโรงงานระยองไม่ได้แปลว่าค่ายจีนทุกค่ายจะเดินตามแบบเดียวกัน แต่เป็นหลักฐานว่าการแข่งขันในไทยเริ่มเข้าสู่เฟสใหม่ แบรนด์ที่จริงจังจะต้องมีคำตอบเรื่องการผลิต การซ่อม อะไหล่ และซัพพลายเชน ไม่ใช่แค่ราคาและคอนเทนต์การตลาดอีกต่อไป

วันที่แบรนด์เริ่มมีโรงงานของตัวเองในไทย คือวันที่คำถามจากผู้บริโภคเปลี่ยนจาก “โปรดีไหม” ไปเป็น “คุณจะอยู่กับตลาดนี้นานพอให้ฉันเชื่อใจหรือเปล่า”
แชร์บทความนี้
📱 LINE 𝕏 X

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *